สถิติ
เปิดเมื่อ10/02/2015
อัพเดท8/03/2015
ผู้เข้าชม4053
แสดงหน้า4767
สินค้า
ปฎิทิน
September 2020
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
  
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
   




บทความ

อินเตอร์เน็ตกับการท่องเที่ยว
บทที่ 6
อินเตอร์เน็ต (Internet) กับการท่องเที่ยว

 
6.1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับอินเตอร์เน็ต

6.1.1  ประวัติอินเตอร์เน็ต

   Simple Machines forum (2551) ได้อธิบายเกี่ยวกับอินเตอร์เน็ตไว้ดังนี้ อินเทอร์เน็ต เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ซึ่งเริ่มก่อตั้งโดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา โดยสายส่งสัญญาณเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ ภารกิจหลักเพื่อใช้ในงานวิจัยทางทหารโดยใช้ชื่อว่า 'อาร์ปา' ( ARPA : Advanced Research Project  Agency)
 
          ปี 2515 หลังจากที่เครือข่ายทดลองอาร์พา ประสบความสำเร็จ ก็ได้มีการปรับปรุงหน่วยงานจากอาร์ปา มาเป็นดาร์พา ( Defence Communication Agency)  ในปี 2526 อาร์ปาเน็ตได้แบ่งเป็น 2 เครือข่าย ด้านงานวิจัยใช้ชื่อว่าอาร์ปาเน็ตเหมือนเดิม   ส่วนเครือข่ายของกองทัพใช้ มิลเน็ต (MILNET: Military Network) ซึ่งมีการเชื่อมต่อโดยใช้โปรโตคอล TCP/IP (Transmission Control Protocol / Internet Protocol) เป็นครั้งแรก
        
           ในปี 2528 มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติอเมริกา ( NSF) ได้ให้เงินทุนในการสร้างศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ 6 แห่ง และใช้ชื่อว่า   NSFNET  และพอมาถึงในปี 2533 อาร์ปาเนตไม่สามารถ ที่จะรองรับ ภาระที่เป็นหลัก (Backbone) ของระบบได้ อาร์ปาเน็ตจึงได้ยุติลง และเปลี่ยนไปใช้ NSFNET และเครือข่ายอื่นๆ แทนมาจนเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ โดยเรียกเครือข่ายว่า อินเทอร์เน็ต โดยเครือข่ายส่วนใหญ่จะอยู่ในอเมริกา และปัจจุบันนี้มีเครือข่ายย่อย มากมายทั่วโลก
6.1.2 การทำงานของเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
6.1.2.1 การทำงานของอินเตอร์เน็ต
การสื่อสารข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์จะมีโปรโตคอล ( Protocol) ซึ่งเป็นระเบียบวิธีการสื่อสารที่เป็นมาตรฐานของการเชื่อมต่อกำหนดไว้ โปรโตคอลที่เป็นมาตรฐานสำหรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต คือ TCP/IP (Transmission Control Protocol/Internet Protocol)
6.1.2.2 การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
1. การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตรายบุคคล ( Individual Connection)
การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตรายบุคคล คือ การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจากที่บ้าน ( Home user) ซึ่งยังต้องอาศัยคู่สายโทรศัพท์ในการเข้าสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ต ผู้ใช้ต้องสมัครเป็นสมาชิกกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตก่อน
 
เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจะต้องมีหมายเลขประจำเครื่อง ที่เรียกว่า IP Address เพื่อเอาไว้อ้างอิงหรือติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆ ในเครือข่าย ซึ่ง IP ในที่นี้ก็คือ Internet Protocol ตัวเดียวกับใน TCP/IP นั่นเอง IP address ถูกจัดเป็นตัวเลขชุดหนึ่งขนาด 32 บิต ใน 1 ชุดนี้จะมีตัวเลขถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ส่วนละ 8 บิตเท่าๆ กัน เวลาเขียนก็แปลงให้เป็นเลขฐานสิบก่อนเพื่อความง่ายแล้วเขียนโดยคั่นแต่ละส่วนด้วยจุด (.) ดังนั้นในตัวเลขแต่ละส่วนนี้จึงมีค่าได้ไม่เกิน 256 คือ ตั้งแต่ 0 จนถึง 255 เท่านั้น เช่น IP address ของเครื่องคอมพิวเตอร์ของสถาบันราชภัฎสวนดุสิต คือ 203.183.233.6 ซึ่ง IP Address ชุดนี้จะใช้เป็นที่อยู่เพื่อติดต่อกับเครื่องพิวเตอร์อื่นๆ ในเครือข่าย
2. การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบองค์กร ( Corporate Connection)
การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบองค์กรนี้จะพบได้ทั่วไปตามหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน หน่วยงานต่างๆ เหล่านี้จะมีเครือข่ายท้องถิ่น ( Local Area Network : LAN) เป็นของตัวเอง ซึ่งเครือข่าย LAN นี้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา ผ่านสายเช่า ( Leased line) ดังนั้น บุคลากรในหน่วยงานจึงสามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้ตลอดเวลา การใช้อินเทอร์เน็ตผ่านระบบ LAN ไม่มีการสร้างการเชื่อมต่อ ( Connection) เหมือนผู้ใช้รายบุคคลที่ยังต้องอาศัยคู่สายโทรศัพท์ในการเข้าสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ต 
3. การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบไร้สาย ( Wireless Internet) แบ่งออเป็น 2 แบบคือ
1. การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบไร้สายผ่านเครื่องโทรศัพท์บ้านเคลื่อนที่ PCT
เป็นการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ( Note book) และคอมพิวเตอร์แบบพกพา ( Pocket PC) ผู้ใช้จะต้องมี โมเด็ม ชนิด PCMCIA ของ PCT ซึ่งทำให้ผู้ใช้สามารถใช้อินเทอร์เน็ตไร้ได้ ในเขตกรุงเทพ และปริมณฑลได้
2. การใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือโดยตรง ( Mobile Internet)
1. WAP (Wireless Application Protocol) เป็นโปรโตคอลมาตรฐานของอุปกรณ์ไร้สายที่ใช้งานบนอินเทอร์เน็ต ใช้ภาษา WML (Wireless Markup Language) ในการพัฒนาขึ้นมา แทนการใช้ภาษา HTML (Hypertext markup Language) ที่พบใน www โทรศัพท์มือถือปัจจุบัน หลายๆยี่ห้อ จะสนับสนุนการใช้ WAP เพื่อท่องอินเทอร์เน็ต
2. GPRS (General Packet Radio Service) เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้โทรศัพท์มือถือสามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตด้วยความเร็วสูง และสามารถส่งข้อมูลได้ในรูปแบบของมัลติมีเดีย ซึ่งประกอบด้วย ข้อความ ภาพกราฟิก เสียง และวีดิโอ ความเร็วในการรับส่งข้อมูลด้วยโทรศัพท์ที่สนับสนุน GPRS อยู่ที่ 40 kbps ซึ่งใกล้เคียงกับโมเด็มมาตรฐานซึ่งมีความเร็ว 56 kbps
3. โทรศัพท์ระบบ CDMA (Code Division Multiple Access) ระบบ CDMA นั้น สามารถรองรับการสื่อสารไร้สายความเร็วสูงได้เป็นอย่างดี โดยสามารถทำการรับส่งข้อมูลได้สูงสุด 153 Kbps ซึ่งมากกว่าโมเด็มที่ใช้กับโทรศัพท์ตามบ้านที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้เพียง 56 kbps
4. เทคโนโลยี บลูทูธ ( Bluetooth Technology) เทคโนโลยีบลูทูธ ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้กับการสื่อสารแบบไร้สาย โดยใช้หลักการการส่งคลื่นวิทยุ ที่อยู่ในย่านความถี่ระหว่าง 2.4 - 2.4 GHz ในปัจจุบันนี้ได้มีการผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ใช้เทคโนโลยีไร้สายบลูธูทเพื่อใช้ใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายๆชนิด
3. การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตด้วยโน้ตบุ๊ก( Note book) และ เครื่องปาล์ม ( Palm) ผ่าน โทรศัพท์มือถือที่สนับสนุนระบบ GPRS
โทรศัพท์มือถือที่สนับสนุน GPRS จะทำหน้าที่เสมือนเป็นโมเด็มให้กับอุปกรณ์ที่นำมาพ่วงต่อ ไม่ว่าจะเป็น Note Book หรือ Palm และในปัจจุบันบริษัทที่ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้มีการผลิต SIM card ที่เป็น Internet SIM สำหรับโทรศัพท์มือถือเพื่อให้สามารถติดต่อกับอินเทอร์เน็ตได้สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น
6.1.3 รูปแบบการใช้งานอินเตอร์เน็ต 
การใช้งานอินเตอร์เน็ตปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจทั่วไปจะมีการใช้ดังนี้
email- ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตโดยผู้ส่งจะต้องส่งข้อความไปยังที่อยู่ของผู้รับ และแนบไฟล์ไปได้ เพื่อติดต่อประสานงาน
www- การสืบค้นข้อมูล การใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตในการค้นหาข่าวสารที่มีอยู่มากมาย ใช้สืบค้นข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ทั่วโลกได้ เพื่อประชาสัมพันธ์ และโฆษณาสินค้า ตัวอย่างเว็บไซต์ที่ให้บริการสืบค้นข้อมูลเช่น http://www.google.com, http://www.bing.com, http://www.yahoo.com เป็นต้น
www- ข้อมูลประชาสัมพันธ์องค์กรและโฆษณาของภาคธุรกิจ เป็นเว็บไซต์ของหน่วยงานที่จัดทำเพื่อให้ข้อมูลข่าวสาร เผยแพร่ให้กับผู้สนใจในเรื่องข้อข้อมูลองค์กร โครงสร้างองค์กร ข่าวความเคลื่อนไหวและกิจกรรมที่เกิดขึ้นโดยมุ่งหวังในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีเผยแพร่ต่อสาธารณะชน
file sharing - การแลกเปลี่ยนข่าวสารและความคิดเห็น เป็นการบริการแลกเปลี่ยนข่าวสารและแสดงความคิดเห็นที่ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตทั่วโลก แสดงความคิดเห็นของตน โดยกลุ่มสมาชิกแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล
 
chat - การสื่อสารด้วยข้อความ เป็นการพูดคุย โดยพิมพ์ข้อความตอบกัน ซึ่งเป็นวิธีการสื่อสารที่ได้รับความนิยมมากอีกวิธีหนึ่ง การสนทนากันผ่านอินเทอร์เน็ตเปรียบเสมือนเรานั่งอยู่ในห้องสนทนาเดียวกัน
6.1.4 สังคมบนอินเตอร์เน็ต
การติดต่อสื่อสารบนอินเตอร์เน็ตแม้ไม่ได้พบปะกันจริงๆ แต่ก็มีแหล่งให้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นโต้ตอบ และรวมตัวกันเป็นสังคมในรูปแบบต่างๆ เช่น กลุ่มข่าว เว็บบอร์ด บล็อก เป็นต้น ภิเษก ชัยนิรันดร์ (2553 : 27-32) ได้อธิบายความหมายของรูปแบบต่างๆ ไว้ดังนี้
บล็อก (blog) หรือ weblog เป็นระบบจัดเนื้อหา (Content management system : CMS) ในเว็บไซต์ ที่ผู้ใช้สามารถเขียนบทความเผยแพร่ได้โดยไม่ต้องมีความรู้เรื่องการเขียนโปรแกรมและไม่ยุ่งยาก โดยการเรียงลำดับเนื้อหาที่ใหม่สุดก่อน ทำให้สามารถเปิดโอกาสให้บุคคลได้แสดงความรู้ ความคิดเห็นเผยแพร่ไปในโลกออนไลน์ได้จำนวนมาก การประยุกต์ใช้โดยการที่บริษัทจัดทำบล็อกเพื่อติดต่อกับลูกค้า
Twitter และ microblog อื่นๆ เป็นรูปแบบหนึ่งของบล็อกที่จำกัดตัวอักษรของการโพสต์แต่ละครั้งที่ 140 ตัวอักษร นำมาใช้ในทางธุรกิจทำให้สร้างการบอกต่อ เพิ่มยอดขาย สร้างแบรนด์ เป็นเครื่องมือในการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า (CRM) หรืออาจใช้เป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์ได้ด้วย
Social network เป็นเครือข่ายความเชื่อมโยงถึงเพื่อนๆ จนกลายเป็นสังคม ทำให้สามารถสร้างเพื่อนให้มากขึ้น การนำมาใช้โดยการใช้ในการปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าอาจอยู่ในรูปของการสร้างแบรนด์ผ่านเกม ผ่าน pages เช่น Facebook, Hi5, Myspace
Media sharing เป็นเว็บไซต์ที่ให้สามารถอัปโหลดรูปภาพหรือวิดีโอเพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชน สามารถประยุกต์ใช้ในการโฆษณาที่ไม่ต้องลงทุนสูง เช่น YouTube, Flicker
 6.2 อินเตอร์เน็ตกับการประชาสัมพันธ์และโฆษณา

 
6.2.1 กระบวนการพัฒนาเว็บไซต์
การประชาสัมพันธ์ และการโฆษณาสามารถทำได้โดยการใช้อินเตอร์เน็ตด้วยการจัดทำเว็บไซต์ทีดี สามารถสื่อสารข้อมูลข่าวสารขององค์การ สถาบัน ข่าวความเคลื่อนไหวกิจกรรม การติดต่อ รายละเอียดสินค้าและบริการที่ต้องการเสนอให้กับลูกค้า การสร้างเว็บไซต์ที่ดีต้องอาศัยการออกแบบและจัดระบบข้อมูลอย่างเหมาะสม จึงจะทำให้เว็บไซต์มีคุณภาพ และน่าสนใจ ความล้มเหลวของเว็บไซต์ทำให้ผู้ใช้ขาดความเชื่อมั่นในสินค้า และบริการที่ต้องการสื่อไป ธวัชชัย ศรีสุเทพ (2544 : 29-48) ได้อธิบายกระบวนการพัฒนาเว็บไซต์ 13 ขั้นตอน แบ่งออกเป็น 5 ระยะดังนี้
ระยะที่ 1 สำรวจปัจจัยสำคัญ (research) เป็นขั้นตอนที่เน้นการสำรวจข้อมูลของปัจจัยหลัก 3 อย่างที่เป็นพื้นฐานในการออกแบบเว็บไซต์ประกอบด้วยขั้นตอน 1) รู้จักตัวเอง ได้แก่กำหนดเป้าหมายหลักของเว็บไซต์ พิจาณาทรัพยากรที่มีได้แก่ คน เงินทุน ระยะเวลาในการพัฒนา เนื้อหาที่จะนำเสนอ 2) ผู้ใช้ ได้แก่ กำหนดกลุ่มผู้ใช้เป้าหมาย ค้นหาสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการ สร้างประโยชน์ต่อผู้ใช้ เรียนรู้ประสบการณ์ของผู้ใช้ จำลองสถานการณ์ และ 3) สำรวจการแข่งขันและคู่แข่ง ได้แก่ การเรียนรู้จากคู่แข่ง เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการกำหนดแนวทางและกลยุทธ์ในการออกแบบเว็บไซต์ให้มีประสิทธิภาพและได้เปรียบในการแข่งขัน
ระยะที่ 2 พัฒนาเนื้อหา (site content) เป็นขั้นตอนในการออกแบบเนื้อหาให้ครบถ้วนสมบูรณ์ ตรงกับความต้องการของลูกค้า และวัตถุประสงค์ของการพัฒนาเว็บไซต์ ประกอบด้วย 4) การสร้างกลยุทธ์การออกแบบ ได้แก่สร้างแนวทางให้ผู้ใช้ได้รับข้อความที่จะสื่อ ประยุกต์เนื้อหาจากสื่ออื่น ใส่เนื้อหาที่เสริมคุณค่า เลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม 5) หาข้อสรุปขอบเขตเนื้อหา ได้แก่ กำหนดเนื้อหาและการใช้งานที่จำเป็น พิจารณาถึงความเป็นไปได้ เก็บรวบรวมและพัฒนาข้อมูล
ระยะที่ 3 พัฒนาโครงสร้างเว็บไซต์ ประกอบด้วย 6) จัดระบบข้อมูล ได้แก่ จัดกลุ่มและระบุชื่อเนื้อหา 7) จัดทำโครงสร้างข้อมูล ได้แก่ จัดทำรายการโครงสร้างของเว็บไซต์ จัดทำแผนผังโครงสร้างเว็บไซต์ 8) พัฒนาระบบทำทาง (navigation system) ได้แก่ วางแนวทางการเคลื่อนที่ภายในเว็บไซต์ สร้างระบบนำทาง
ระยะที่ 4 ออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ ประกอบด้วย 9) ออกแบบลักษณะหน้าตาเว็บเพจ ได้แก่ สร้างแบบจำลองรายละเอียดข้อมูลในหน้าเว็บไซต์ จัดบางพื้นที่ในหน้าเว็บไซต์ ออกแบบโครงร่างของหน้าเว็บเพจ 10) พัฒนาเว็บต้นแบบและโครงสร้างเว็บไซต์ขั้นสุดท้าย ได้แก่ สร้างและทดสอบเว็บเพจต้นแบบ สรุปแผนผังโครงสร่างเว็บไซต์ขั้นสุดท้าย ระบุข้อกำหนดในการพัฒนาเว็บไซต์ กำหนดรูปแบบมาตรฐาน
ระยะที่ 5 พัฒนาและดำเนินการ ประกอบด้วย 11) ลงมือพัฒนาเว็บเพจ ได้แก่ เรียบเรียงและตรวจสอบข้อมูล ตกแต่งหน้าตาเว็บเพจให้สมบูรณ์ สร้างเทมเพลตสำหรับหน้าเว็บ พัฒนาเว็บเพจ พัฒนาระบบการใช้งานของเว็บ 12) เปิดตัวเว็บไซต์ ได้แก่ ทดสอบคุณภาพ ทำให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จัก 13) ดูแลและพัฒนาต่อเนื่อง ได้แก่ เพิ่มข้อมูลใหม่โดยยึดรูปแบบมาตรฐาน วิเคราะห์สถิติการใช้บริการในเว็บไซต์ ตรวจสอบความถูกต้องของการเชื่อมโยงต่างๆ ตรวจสอบเนื้อหาและการใช้งานในเว็บให้ถูกต้องทันสมัย และตรงกับความต้องการของผู้ใช้อยู่เสมอ
6.2. 2 วัตถุประสงค์ด้านการสื่อสาร (communication objectives)
ปัจจุบันสื่ออินเตอร์เน็ตในรูปแบบของ world wide web ได้พัฒนาทำให้สามารถทำงานในลักษณะอินเตอร์แอคทีฟ (interactive) ช่วยให้เกิดการสื่อสารได้สองทางระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อหรือผู้บริโภค ในรูปของการเสนอขายสินค้าและบริการ รวมทั้งรับความคิดเห็นได้ด้วย กมล ชัยวัฒน์ (2551 : 359-362) ได้อธิบายวัตถุประสงค์ของเว็บไซต์ด้านการสื่อสาร ว่า อินเตอร์เน็ตเป็นสื่อที่มีการผสมผสานระหว่างคุณลักษณะของสื่อหลายๆ ประเภทเข้าด้วยกัน โดยเป็นทั้งสื่อสำหรับการสื่อสารที่ช่วยให้บริษัทสามารถสร้างการตระหนักรู้ ให้ช้อมูล และส่งผลโน้มน้าวทัศนคติ รวมทั้งส่งผ่านวัตถุประสงค์ด้านการสื่อสารอื่น แต่สำหรับบางคนแล้วอินเตอร์เน็ตยังเป็นสื่อที่มีการตอบสนองโดยตรงได้อีกด้วย ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถซื้อและขายสินค้าผ่านระบบ e-commerce ได้ ซึ่งวัตถุประสงค์ต่างๆ ด้านการสื่อสารที่บริษัทต่างๆ
6.2.3 การโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ทางอินเตอร์เน็ต
อินเตอร์เน็ตเป็นสื่อหนึ่งเช่นเดียวกับ หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ หรือสื่ออื่นๆ ที่ผู้ขายต้องการใช้เป็นช่องทางในการโฆษณาสินค้าและบริการได้ การโฆษณาผ่านอินเตอร์เน็ตสามารถทำได้หลายรูปแบบด้วยกันเช่น การใช้แบนเนอร์เพื่อโฆษณา การเป็นผู้สนับสนุน การใช้โฆษณาแบบ pop-ups และ pop-unders โฆษณาระหว่างรอข้อมูล เทคโนโลยี push, link, paid searches, behavior targeting, contextual ads และ rich media ( กมล ชัยวัฒน์ , 2551 : 363-366 ; ภิเษก ชัยนิรันดร์ , 2553 : 27-33, อรภัค สุวรรณภักดี , 2553 : 163) ดังรายละเอียดดังนี้
1. แบนเนอร์ (banner) เป็นรูปแบบการโฆษณาพื้นฐานที่สุดในเว็บ เพื่อสร้างความตระหนักรู้หรือจดจำ ในช่วงแรกอาจจะได้ผลแต่ ระยะหลังพบว่าไม่ค่อยได้ผลเพราะว่า คนมักจะปิดทันทีเมื่อเจอ
2. การเป็นผู้สนับสนุน (sponsorships) มี 2 ลักษณะคือ การสนับสนุนปกติ (regular sponsorships) ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อบริษัทยินดีจ่ายเงินเพื่อสนับสนุนส่วนนั้นๆ ของเว็บไซต์ อีกลักษณะหนึ่งคือการสนับสนุนในลักษณะที่เรียกว่า …… ซึ่งผู้ให้การสนับสนุนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการให้บริการ …. ในบางกรณีเว็บไซต์จะต้องนำเนื้อหาให้ผู้สนับสนุนพิจารณารับรอง
3. การใช้โฆษณาแบบ (pop-ups และ pop-unders ) เมื่อใช้งานอินเตอร์เน็ตจะปรากฏ … ขึ้นมาหน้าจอเพื่อพยายามดึงดูดความสนใจ โฆษณาในลักษณะนี้ …. ซึ่งมักจะปรากฏขึ้นเมื่อเข้าสู่เว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่ง
4. โฆษณาระหว่างรอข้อมูล (interstitials) โฆษณาในลักษณะนี้คือโฆษณาที่ปรากฏขึ้นบนหน้าเว็บขณะที่รอข้อมูลของเว็บไซต์ให้ดาวน์โหลดทั้งหมด
5. เทคโนโลยี push (push technologies) เทคโนโลยี Push หรือ Webcasting ช่วยให้บริษัทสามารถส่งข้อความไปยังผู้บริโภคได้โดยไม่ต้องรอให้ผู้บริโภคเป็นฝ่ายเรียกข้อมูล เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยให้สามารถส่งข้อมูลของเว็บเพจและการอัพเดทข่าวใหม่ๆ ไปยังบุคคลต่างๆ ได้
6. ลิงค์ (links) แม้ว่าจะมีผู้โฆษณาจำนวนหนึ่งไม่คิดว่าส่วนของการเชื่อมโยงข้อมูลหรือลิงค์เป็นรูปแบบหนึ่งของการโฆษณาแต่มีผู้โฆษราจำนวนหนึ่งเห็นว่าลิงค์สามารถใช้ในวัตถุประสงค์เดียวกันกับการโฆษณาในรูปแบบอื่นๆ
7. Paid sea rch จากการเติ บโตอย่างรวดเร็วของรูปแบบการโฆษณาทางอินเตอร์เน็ตมีรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า Paid search หรือการโฆษณาผ่านเสิร์จเอนจิ้น (Search engine) ซึ่งเป็นการที่ผู้โฆษณาจ่ายเงินเฉพาะเมื่อผู้บริโภคคลิกที่โฆษณาหรือลิงค์จากหน้าเว็บเพจของเสิร์จเอนจิ้นเท่านั้น
8. การกำหนดเป้าหมายตามพฤติกรรม (Behavioral targeting) เป็นอีกแนวคิดของโฆษณาทางอินเตอร์เน็ตที่เพิ่งได้รับการยอมรับคือรูปแบบที่เรียกว่าการกำหนดเป้าหมายตามลักษณะทางพฤติกรรม ซึ่งเป็นการกำหนดกลุ่มเป้าหมายตามรูปแบบการใช้งานเว็บไซต์โดย … ข้อมูล Click stream และ Internet protocol (IP) จะสามารถระบุผู้ที่อาจเป็นผู้ซื้อสินค้าได้และมีการแสดงโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมาย เช่นการติดตามการใช้งานในเว็บไซต์รถยนต์
9. โฆษณาแบบบริบท (Contextual ads) ผู้โฆษณาที่กำหนดกลุ่มเป้าหมายโฆษณาของตนโดยใช้เนื้อหาของเว็บเพจจะใช้โฆษณาในรูปแบบที่เรียกว่า Contextual Advertising กล่าวคือ ขณะที่การโฆษณาแบบติดตามพฤติกรรมจะใช้ข้อมูลจากพฤติกรรมการท่องเว็บเป็นหลัก โฆษณาในลักษณะนี้จะพิจารณาเนื้อหาในเว็บเพจ เช่น ผู้โฆษณาอาจซื้อโฆษณาเกี่ยวกับสายการบินในเว็บไซต์ท่องเที่ยว ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับกอล์ฟ เป็นต้น
10. ริชมีเดีย (rich media) การเพิ่มขึ้นของการเชื่อมต่อแบบบรอดแบนด์ช่วยให้สามารถส่งผ่านสตริมมิ่งวิดีโอ ริชมีเดีย (Rich Media) ส่งผลให้ผู้โฆษณาสามารถนำเสนอเนื้อหาของตนในรูปแบบโฆษณาสตรีมมิ้งวิดีโอได้ประกอบด้วย
6.2.5 ข้อดีข้อด้อยของอินเตอร์เน็ต
กมล ชัยวัฒน์ (2551 : 372-374) ได้กล่าวถึงข้อดี และจุดด้อยของการใช้อินเตอร์เน็ตว่ามีอยู่หลายประการดังต่อไปนี้
ข้อดีของการใช้อินเตอร์เน็ต
1. ทำการตลาดไปยังกลุ่มเป้าหมาย (Target Marketing) ข้อได้เปรียบที่สำคัญของเว็บไซต์คือความสามารถในการระบุกลุ่มเป้าหมายได้ค่อนข้างดี สำหรับธุรกิจที่มีการค้าขายระหว่างองค์กรกับองค์กร สามารถใช้เป็นการผสมผสานระหว่าง
นิตยสารการค้าและการแสดงสินค้าได้ ส่วนในตลาดผู้บริโภค ด้วยการใช้เทคนิคการระบุข้อมูลส่วนบุคคลและเทคนิคการระบุเป้าหมายได้
 
2. การปรับเปลี่ยนข้อความ (Message Tailoring) หลังจากกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้อย่างชัดเจนแล้ว จึงสามารถออกแบบข้อความให้มีความดึงดูดใจตามความต้องการและความจำเป็นของกลุ่มเป้าหมายนั้นได้
3. ความสามารถในการโต้ตอบ (Interactive Capabilities) เนื่องจากอินเตอร์เน็ตเป็นสื่อที่มีการโต้ตอบได้ จึงมีศักยภาพสำหรับการเพิ่มความเกี่ยวข้องของลูกค้าและความพึงพอใจ รวมถึงความสามารถในการส่งความคิดเห็นที่มีค่าต่อผู้ซื้อและผู้ขายได้ทันที
 
4. การเข้าถึงข้อมูล (Information Access) ข้อได้เปรียบที่ดีที่สุดอีกประการหนึ่งคือการเข้าถึงข้อมูลได้ โดยผู้ใช้สามารถพบข้อมูลจำนวนมากกมายจากการค้นหาในเว็บไซต์ต่างๆ โดยรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า ราคา ข้อมูลการซื้อและอื่นๆ เมื่อเข้าใจเกี่ยวกับสินค้าก็สามารถตัดสินใจซื้อ
5. ศักยภาพในการขาย (Sales Potential) ไม่ว่าจะเป็นการขายระหว่างองค์กรกับองค์กร และการขายไปยังผู้บริโภคโดยตรง
6. การสร้างสรรค์ (Creativity) เว็บไซต์ที่ได้รับการออกแบบอย่างสร้างสรรค์จะสามารถส่งผลต่อภาพลักษณ์ของบริษัทได้เป็นอย่างดี นำไปสู่การเข้าชมซ้ำนวมถึงการจัดวางตำแหน่งของบริษัทหรือองค์กรในใจของผู้บริโภค
7. การแสดงผล (Exposure) สำหรับบริษัทขนาดย่อมจำนวนมากซึ่งมีงบประมาณจำกัด WWW เป็ดโอกาสให้สามารถแสดงข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการของตนไปยังลูกค้าได้ในราคาที่ถูกกว่าสื่อในรูปแบบเดิม
8. ความเร็ว (Speed) อินเตอร์เน็ตเป็นสื่อที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วที่สุด
9. ใช้เป็นส่วนหนึ่งของ IMC ได้ และเป็นส่วนสนับสนุน IMC ได้เป็นอย่างดี
  6.3 อินเตอร์เน็ตกับการท่องเที่ยว

 6.3.1 ผลกระทบของอินเตอร์เน็ตต่อการท่องเที่ยว
ปัจจุบันการท่องเที่ยวมีความสำคัญมากขึ้นจนเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวมีมากกว่าผู้ให้บริการการท่องเที่ยว พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวได้เปลี่ยนแปลงจากเดิมมีการใช้อินเตอร์เน็ตในการท่องเที่ยว ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการก็เปลี่ยนมาให้บริการทางอินเตอร์เน็ตมากขึ้น พอสรุปถึงผลกระทบของอินเตอร์เน็ตต่อการท่องเที่ยวใน 3 ประการ (Duncan, E., 2009 ; Igor H. Crnojevac, Jadranka Gugi ? and Sa?a Karlov ? an, 2010 : 41-42) คือ
1. การวางแผนท่องเที่ยว เพราะ นักท่องเที่ยวมีแหลงข้อมูลจำนวนมากในอินเตอร์เน็ตที่สามารถนำมาใช้ประกอบในการวางแผนการท่องเที่ยวและตัดสินใจเลือกท่องเที่ยวจากการเปรียบเทียบข้อมูลท่องเที่ยวในอินเตอร์เน็ต และตัดสินใจซื้อรายการท่องเที่ยวผ่านอินเตอร์เน็ตในรูปแบบที่เรียกว่า พาณิชย์อิเลคทรอนิกส์ (e-commence) ในขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวสามารถโต้ตอบกับผู้ประกอบการและสร้างเนื้อหาการท่องเที่ยวใส่กลับไปในอินเตอร์เน็ตเพื่อเป็นข้อมูลการท่องเที่ยวให้กับนักท่องเที่ยวอื่นๆ ได้อีกด้วย ทำให้เกิดสังคม ชุมชนท่องเที่ยวที่มีข้อมูลมหาศาล บริการนักท่องเที่ยวในทุกๆ เรื่องที่ต้องการ เช่น ข้อมูลโรงแรม ข้อมูลการเดินทาง ข้อมูลร้านอาหาร หรือแม้กระทั่งข้อมูลความพึงพอใจ ในการใช้บริหารของการท่องเที่ยวที่ได้ไปมาแล้วเพื่อแจ้งให้กับนักเดินทางคนต่อไป
2. การค้า อินเตอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการติดต่อซื้อขายสินค้า และทำให้เกิดการค้าในรูปแบบของ พาณิชย์อิเลคทรอนิกส์ (e-commence) และมีแนวโน้มเพิ่มจำนวนมากขึ้น Helmut Berger และคณะ (2007) ได้กล่าวถึงการท่องเที่ยวว่าเป็นผู้นำตลาดในการพาณิชย์อิเลคทรอนิกส์ (e-commence) แบบ B2C เห็นได้จากจำนวนการขายแบบออนไลน์เพิ่มสูงมากขึ้นอย่างต่อเนื่องคงที่เช่น การเดินทาง ขนส่ง ที่พัก เป็นต้น
3. โครงสร้างของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อินเตอร์เน็ตได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างของอุตสาหกรรมไปนักท่องเที่ยวไม่ต้องติดต่อบริษัทตัวแทนท่องเที่ยวเพื่อการท่องเที่ยวอีกแล้ว เนื่องจาก นักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น มีข้อมูลแบบ real time ที่มีทั้งภาพ เสียง รายละเอียดข้อมูลทุกอย่าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้มาจากผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่ต้องปรับเปลี่ยนยุทธวิธีในการนำเสนอข้อมูล ราคาที่ถูกกว่าเพราะไม่ต้องผ่านบริษัทตัวแทน ได้ลูกจำนวนมากกว่า และสามารถติดต่อ
อินเทอร์เน็ตเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบ่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและผู้มีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมในด้านต่าง ๆ ดังนี้
1. เจ้าของ ผู้จัดหา ( Suppliers) ที่ทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ( e-Business) ลดความสำคัญของช่องการจัดจำหน่ายเดิมและตัวแทน มีการปรับเปลี่ยนราคาให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและเงื่อนไขทางธุรกิจ เริ่มจัดตั้งพันธมิตร สนับสนุนการ
ขายตรง เพิ่มการแข่งขันทางด้านราคาและแบ่งแยกราคาขาย เริ่มปรับกระบวนการทำธุรกรรมใหม่ เช่น การใช้ตั๋วโดยสารอิเล็กทรอนิกส์ และการเช็คอินอัตโนมัติ
2. บริษัทจัดการท่องเที่ยว ( Tour operators) ใช้เทคโนโลยีของธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ ( e-Business) เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ระบบ GDS ซึ่งมีค่าธรรมเนียมที่สูงกว่าและสร้างตัวเชื่อมประสานโดยตรงกับผู้บริโภค ขณะเดียวกันต้องเผชิญกับการจัดโปรแกรมท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่ต้องปรับให้เข้ากับความต้องการเฉพาะของลูกค้า
3. บริษัทเจ้าของระบบ CRS / GDS เริ่มตระหนักถึงความสำคัญของมูลค่าเพิ่มจากการเป็นเจ้าของสารสนเทศมากกว่าการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีและพยายามเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้รวบรวมสินค้าบริการท่องเที่ยว ดังนั้น GDS จึงกลายเป็นคู่แข่งโดยตรงกับลูกค้าหลักคือตัวแทนท่องเที่ยว ( Travel Agents) กลยุทธ์หลักที่ใช้คือการเชื่อมโยงเว็บไซต์การท่องเที่ยวหลักเพื่อเพิ่มปริมาณการทำธุรกรรม และมุ่งขายตรงให้กับนักท่องเที่ยวรายย่อย
4. ตัวแทนท่องเที่ยว ( Travel agents) นำ ICT มาใช้ในการเสนอข้อมูล และบริการที่รวดเร็วให้กับผู้บริโภค ขณะเดียวกันตัวแทนท่องเที่ยวรู้สึกถึงการลดบทบาทของช่องทางการจัดจำหน่ายแบบเดิม ทำให้ต้องปรับตัวจากตัวกลางมาเป็นที่ปรึกษา โดยเน้นสินค้าบริการท่องเที่ยวที่มีความซับซ้อน ยากที่นักท่องเที่ยวจะจัดการด้วยตนเอง
 
5. ลูกค้า นักท่องเที่ยวหรือนักเดินทาง มีบทบาทมากขึ้น เช่น การทำประมูลย้อนกลับการซื้อขายตรง การจัดโปรแกรมการเดินทางด้วยตนเอง การเลือกจุดหมายปลายทางการร้องขอสารสนเทศออนไลน์ เปรียบเทียบราคา จองและซื้อออนไลน์ แลกเปลี่ยนและนำเสนอประสบการณ์ ความคิดเห็น และข้อมูลการท่องเที่ยว
ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ ( e-Business) ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความสัมพันธ์กับตัวกลาง ตัวกลางแบบดั้งเดิมเริ่มตระหนักว่าต้องแข่งขันกับเจ้าของหรือผู้จัดหา ขณะที่ตัวกลางออนไลน์ ( e-Intermediaries) มีโอกาสแข่งขันเท่าเทียมกับผู้ขาย เพราะสินค้าและบริการท่องเที่ยวมีความซับซ้อนทำให้ต้องการสารสนเทศมารวมกันและความเชี่ยวชาญซึ่งนักท่องเที่ยวทั่วไปไม่มีผลกระทบของการใช้อินเทอร์เน็ตในบ่วงโซ่อุปทานสามารถสรุปได้ดังนี้
5.1 การตัดตัวกลาง ( Disintermediation) เนื่องจากสินค้าส่วนใหญ่สามารถขายตรงให้กับลูกค้าโดยการใช้อินเทอร์เน็ต
5.2 การเปลี่ยนแปลงตัวกลาง ( Re-intermediation) หมายถึงตัวกลางออนไลน์( e-Intermediaries) ที่เกิดขึ้นใหม่แทนตัวกลางแบบเดิม
5.3 โอกาสในการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าจากการติดตั้งระบบใหม่ๆ เช่น ระบบลูกค้าสัมพันธ์ ( e-CRM) การสะสมไมล์เดินทาง ( Frequent Flyers)
5.4 การพัฒนาศักยภาพใหม่ของผู้ที่ถูกกระทบจากกระบวนการตัดตัวกลาง โดยการปรับเปลี่ยนบริการให้เหมาะกับลูกค้า การติดต่อส่วนบุคคล การสร้างความไว้วางใจ
อินเทอร์เน็ตเป็นเพียงช่องทางเสริม ผู้ประกอบการที่เป็นตัวกลางยังพอใจที่จะเป็นตัวกลางแบบเดิม เพราะถึงแม้นักท่องเที่ยวจะชอบค้นหาสารสนเทศผ่านอินเทอร์เน็ตแต่พอใจที่จะใช้บริการส่วนตัวที่ได้รับจากตัวแทนท่องเที่ยว ต้องการปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ ต้องการตัวกลางมาช่วยจัดการกับสารสนเทศจำนวนมาก และนักท่องเที่ยวเพื่อธุรกิจยังคงต้องการความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ อย่างไรก็ตามนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มหนึ่งที่จะมีบทบาทมากขึ้นในอนาคตคือนักท่องเที่ยวที่ใช้อินเทอร์เน็ต นิยมซื้อสินค้าบริการออนไลน์ และมีประสบการณ์จากการเดินทางหรือมาเที่ยวซ้ำ
6.3.3 การดำเนินธุรกิจท่องเที่ยวในอนาคตในรูปแบบ e-tourism
ด้วยเหตุผลที่ว่าสินค้าของการท่องเที่ยวมีลักษณะ Variability , intangible และ perishable ทำให้แตกต่างไปจากภาคอุตสาหกรรม ดังนั้น การตลาดการท่องเที่ยวขึ้นอยู่กับข้อมูลที่เชื่อถือได้ ทำให้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเข้ามาช่วยสนับสนุนการทำธุรกิจของภาคธุรกิจการท่องเที่ยวได้อย่างลงตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งอินเตอร์เน็ตได้เข้ามามีบทบาทและเปลี่ยนแปลงรูปแบบการท่องเทียวในปัจจุบันในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมความท้าทายใหม่ของนักท่องเที่ยว และโอกาสในการประชาสัมพันธ์และการขายสินค้าและบริการของธุรกิจ อินเตอร์เน็ตได้เปลี่ยนแปลงให้นักท่องเที่ยวสามารถการวางแผนและการซื้อสินค้าและบริการการท่องเที่ยวในวันหยุด ทำให้ทุกวันนี้อินเตอร์เน็ตได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งอาจจะมากกว่าอุตสาหกรรมภาคอื่นๆ ในแง่มุมของ การสืบค้นหาข้อมูล การทำธุรกิจผ่านระบบออนไลน์เช่น การจองโรงแรม การซื้อตั๋ว การเช่ารถ การบันเทิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวันหยุดซึ่งบริษัทต่างๆไม่ทำงาน นักท่องเที่ยวได้ใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อเป็นค้นหาข้อมูลในการประกอบการตัดสินใจในการท่องเที่ยว มีการคาดการณ์ว่า ในการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ บริษัทตัวแทนจะหายไปจากธุรกิจ การจัดการท่องเที่ยวเป็นลักษณะออนไลน์ทั้งหมด รูปภาพ และ สื่อประสมจะเข้ามาแทนสินค้าเพื่อการจำหน่ายสินค้า การจำหน่ายบริการจะจำหน่ายตรงโดยไม่ผ่านคนกลาง ตัวอย่างที่มีการประยุกต์ใช้แล้วในปัจจุบันเช่น โรงแรมใช้วิธีการรับจองห้องพักและบริการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวโดยตรงและราคาค่าห้องพักอาจถูกกว่าการติดต่อผ่านบริษัทตัวแทนทั้งนี้เพราะโรงแรมไม่ต้องจ่ายค่าบริการให้กับบริษัทตัวแทน การใช้แผนที่ดาวเทียมใช้เป็นบริการเสริมให้นักท่องเที่ยวได้พกพาขณะท่องเที่ยวเพื่อแสดงพิกัดของนักท่องเที่ยวและแผนที่ทำนางสู่แหล่งท่องเที่ยว การจำหน่ายทัวร์ และโฆษณาสินค้าและบริการผ่านระบบออนไลน์ การสร้างแหล่งท่องเที่ยวด้วยรูปภาพ 3 มิติ เพื่อเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการ เป็นต้น English Tourism Council (2002 : 10-11) ได้กล่าวถึงแนวโน้มในการนำเอา e-business มาใช้กับการท่องเที่ยวเนื่องมาจาก การใช้งานอินเตอร์เน็ตเพิ่มจำนวนมากขึ้นทั่วโลกและเว็บไซต์จะเข้าสู่มือถือด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ สัดส่วนของการใช้งานอินเตอร์เน็ตของผู้ใช้เพื่อซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มมากขึ้น การเดินทางและการท่องเที่ยวจะเข้ามาร่วมในการทำการค้า การตลาดแบบออนไลน์โดยประมาณว่าอาจถึงร้อยละ 50 ในอีก 5 ปีข้างหน้า ผู้ใช้โปรไฟล์กับธุรกิจท่องเที่ยวจะประสานกันเป็นหนึ่งในแง่ของความสัมพันธ์ที่ดี การเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
 6.4 การประยุกต์ใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อการท่องเที่ยว

 การจองตั๋วออนไลน์
การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการท่องเที่ยวเกี่ยวกับระบบการจองตัวออนไลน์ได้ทำมานานแล้ว โดยเรียกระบบนี้ว่า CRSs หรือ Computer Reservation Systems ซึ่งใช้งานคู่กับ ระบบการจัดจำหน่ายทั่วโลก CDSs หรือ Global distribution Systems แต่จะทำงานเฉพาะในกลุ่มบริษัทท่องเที่ยวที่เป็นตัวแทนการค้า หรือในเครือ เพื่อ ให้บริการจำหน่ายตั๋วเครื่องบินให้กับลูกค้าผ่านตัวแทนการค้า แต่เมือก้าวเข้าสู่ยุคอินเตอร์เน็ตการจองตั๋วได้เปลี่ยนไป การให้บริการสามารถให้บริการตรงกับนักท่องเที่ยวโดยตรง และหลากหลายสินค้าและบริการ เช่น ตั๋วเครื่องบิน จองโรงแรม จองรถและเช่ารถ เป็นต้น การทำงานเหล่านี้ทำงานผ่านเว็บไซต์ที่ให้บริการบทอินเตอร์เน็ต ดังตัวอย่างการจองตั๋วเครื่องบิน
หลังจากที่ได้บันทึกเสร็จแล้ว โดยเฉพาะหมายเลขโทรศัพท์สำหรับการติดต่อกลับของระบบทั้งนี้เพราะระบบการจองจะแจ้งรหัสผ่าน SMS มาตามโทรศัพท์ที่ได้แจ้งไว้เพื่อใช้ในการชำระเงินที่ Counter service ต่างๆ ที่ระบุไว้ ส่วนกรณีที่มีการชำระเงินด้วยบัตรเครดิต ระบบการจองจะตัดบัญชีนักท่องเที่ยวตามจำนวนเงินที่ได้สั่งซื้อ
ปัจจุบันพบว่า มีธุรกิจรถทัวร์หลายบริษัทที่ให้บริการจองตั๋วรถทัวร์ผ่านอินเตอร์เน็ต โดยสามารถระบุวันเดินทาง การเลือกที่นั่ง จึงช่วยอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวสามารถอยู่ที่ไหนก็ได้เลือกซื้อตั๋วเพื่อเดินทางไปยังสถานที่เป้าหมายได้ตามความต้องการ
นอกจากนี้อินเตอร์เน็ตยังมีข้อมูลจำนวนมากมายของแหล่งท่องเที่ยว หรือการให้บริการข้อมูลของธุรกิจท่องเที่ยวเพื่อนำเสนอสินค้าและบริการเช่น โรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร เป็นต้น ทำให้ ระบบค้นหา อำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวเพื่อประกอบการตัดสินใจตัวอย่างเช่น การค้นหาและจองที่พัก และจองแพกเก็จทัวร์
สุดท้ายจึงเป็นแบบฟอร์มให้นักท่องเที่ยวที่ต้ดสินใจเข้าพัก ได้บันทึกข้อมูลเพื่อจอง และชำระเงินค่าที่พัก ซึ่งพบว่า ในการจองด้วยอิเล็กทรอนิกส์จะมีราคาถูกกว่า การเข้าพักโดยไม่มีการจอง